เรื่องของดินปั้น 1 – ประเภทของดิน

Posted on

สำหรับผู้ที่สนใจการปั้น และนักปั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าดินปั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งในการสร้างผลงานให้ได้ตามที่ใจเราต้องการ แต่ในท้องตลาดมีดินปั้นให้เลือกใช้หลายแบบ หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีราคาแตกต่างกันไปตามคุณภาพ และแหล่งผลิต แล้วเราจะเลือกดินชนิดไหนกันดี เรามาหาคำตอบกันจากบทความนี้กันเลยครับ

วิธีการแบ่งประเภทวัสดุปั้น สามารถแบ่งจาก
1. ลักษณะวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสม เช่น ดินเยื่อกระดาษ ก็มีส่วนผสมของเยื่อกระดาษที่เป็นไฟเบอร์ หรือ ดินทั่วไป เป็นดินที่พบในพื้นที่ มีเนื้อดินและน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก หรือ ดินผสม หรือ Compound Clay เป็นดินที่ผสมจากแร่ธาตุต่างๆคล้ายดินปั้นเซรามิก หรือ Polymer Clay เป็นดินที่มีพลาสติกเป็นส่วนผสมหลัก เป็นต้น
2. ลักษณะของการแห้งตัว เช่น Air-dry Clay เป็นดินที่ปล่อยไว้ในอากาศก็จะแห้งเอง หรือ Oil-based Clay เป็นดินที่ไม่แห้งแข็งตัวในอุณหภูมิห้อง เป็นต้น
3. ลักษณะตามการใช้งาน เช่น Industrial Clay ที่ใช้ในการออกแบบยานยนต์, Professional Clay เป็นดินที่ศิลปินใช้ในการขึ้นรูปงานต่างๆ, Hobby Clay เป็นสำหรับเด็ก เป็นต้น

การจัดกลุ่มประเภทของวัสดุปั้นหลักๆ มีดังนี้
1. Air-dry Clay
เป็นดินที่แห้งแข็งตัวเองตามสภาพอากาศ หลังจากเปิดออกมาใช้แล้ว เมื่อปล่อยไว้ที่อุณหภูมิห้องจะค่อยๆแข็งตัวเอง ส่วนมากจะแห้งแข็งตัวในเวลาประมาณ 24 ชม. ดังนั้นหากต้องการทำงานข้ามวัน หรือเก็บดินจะต้องห่อให้มิดชิดไม่ให้สัมผัสกับอากาศภายนอกซึ่งจะทำให้ดินสูญเสียความชื้นไป ดังนั้นการเก็บรักษาดินประเภทนี้ให้มีอายุยาวควรเก็บไว้ในกล่องสูญากาศที่มียางกันอากาศเข้า และห้ามเอาผงดูดความชื้นใส่ไว้ในกล่องเด็ดขาด ดินแบบ Air-dry มีเนื้อหลายแบบ ที่จริงดินเหนียวก็เป็นดินในกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากคุณสมบัติของดินตามธรรมชาติที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอ ผู้ผลิตต่างๆจึงคิดสูตรผสมดินเฉพาะของตัวเองขึ้นมา ในไทยที่รู้จักดีก็คือ ดินเยื่อกระดาษ หรือ home spun นอกจากดินตัวนี้ในกลุ่มศิลปินที่ทำ Ball Joint Doll ก็มักจะชอบใช้ดิน Air-dry ในตระกูล La Doll ที่มีส่วนผสมหลักเป็นแร่ธรรมชาติซึ่งมีเนื้อละเอียด สามารถขัดแต่ง ทำสีได้ดีหลังแห้งเช่นกัน

2. Polymer Clay
เป็นดินที่มีส่วนผสมหลักเป็นพลาสติก ส่วนมากจะทำจากพลาสติกชนิด PVC ดังนั้นจึงน่าจะเรียกว่าพลาสติกปั้นได้ มากกว่าดินปั้น ติดชนิดนี้ส่วนมากผู้ผลิตมักออกแบบให้ดินไม่แข็งตัวในสภาพอากาศปกติ แต่จะมีการเซ็ตตัวเมื่อนำไปผ่านความร้อน เมื่อผ่านความร้อนในอุณหภูมิที่กำหนดแล้วกาวในเนื้อดินจะเปลี่ยนสภาพเป็นของแข็งทำให้วัสดุกลายเป็นพลาสติก จึงทำให้คุณสมบัติหลังอบกลายเป็นพลาสติกแข็งที่สามารถขัดแต่ง และทำสีได้โดยไม่ดูดสีเหมือนโมเดลพลาสติกทั่วไป ดินชนิดนี้ตอนปั้นใช้งานได้ง่ายไม่ต้องห่วงเรื่องระยะเวลาในการปั้นเพราะมันไม่แข็งตัวไปก่อนหากไม่ผ่านความร้อน การเก็บรักษาดินที่ยังใช้ไม่หมดควรเก็บไว้ในที่ที่ไม่ร้อน ให้มีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 25-27 องศา หากเก็บในที่ร้อนกว่านี้ไม่ควรเก็บไว้นานเนื่องจากเนื้อดินจะแข็งขึ้นและอาจกรอบได้ หากดินกรอบเพราะอุณหภูมิห้องที่สูงเกินไปก็ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยการนวดเข้ากันกับ Mineral Oil ซึ่งจะช่วยให้ดินกลับสภาพเดิมได้ ถ้ายังไม่ได้อบ ดินกลุ่มนี้ได้แก่ดินในตระกลู Sculpey และ Super Sculpey

3. Oil-based Clay
เป็นดินที่ไม่แห้งแข็งเองในสภาพอากาศปกติที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ดินน้ำมัน” ดินประเภทนี้มีส่วนผสมของน้ำมันซึ่งไม่ระเหยในอุณหภูมิปกติจึงสามารถปั้นไปได้เรื่อยๆไม่ต้องดูแลอะไรมากระหว่างการปั้นเหมือน Air-dry Clay และเนื่องจากที่มันไม่แข้งตัวจึงมีความสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตลอด ศิลปินต่างประเทศหลายก็ชอบใช้ดินน้ำมันในการขึ้นชิ้นงานต้นแบบ จากใช้เทคนิคการทำพิมพ์หล่อเพื่อเปลี่ยนงานไปเป็นวัสดุที่ต้องการ “ดินน้ำมัน” นั้นไม่ได้มีเฉพาะเกรดที่ให้เด็กปั้นเล่นเท่านั้น ดินน้ำมันเกรดมืออาชีพจะมีเนื้อละเอียดปั้นได้ง่าย และมีความแข็งให้เลือกได้ส่วนมากมี 3 ระดับ แต่ที่เหมาะกับอุณหภูมิในบ้านเราที่ทำให้เก็บรายละเอียดได้ง่ายและรักษารายละเอียดได้ดีก็ใช้กันที่ Medium และ Hard ดินตัวนี้ก็มีผู้ผลิตอย่าง Chavant ซึ่งผลิตดินสำหรับงานประติมากรรมโดยเฉพาะมากว่าร้อยปี และผู้ผลิตรุ่นใหม่อย่าง Monster Clay ที่ผลิตดินน้ำมันที่สามารถหล่อเพื่อไปทำงานหล่อ แล้วนำกลับมาเก็บงานต่อได้เป็นต้น

4. Wax Clay
เป็นดินที่มีขี้ผึ้งเป็นส่วนประกอบหลักจึงสามารถหลอมในเตาและนำกลับมาใช้งานได้ จริงๆในบ้านเราก็มีการทำดินชนิดนี้ใช้เองด้วยการต้มดินน้ำมัน ผสมกับขี้ผึ้งให้เข้ากัน ทำให้เพิ่มความแข็งของเนื้อดิน และได้คุณสมบัติที่สามารถแกะลวดลายได้ของขี้ผึ้งเข้ามา แต่ปัญหาที่มักพบในการผสมเองคือคุณสมบัติของดินที่ผสมเองมักไม่เที่ยงตรงนัก เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาเป็นส่วนประกอบมักไม่ค่อยคงที่ในแต่ละล็อต รวมถึงความเหนื่อยและเวลาที่ต้องใช้ในการผสมเคี่ยวดินและรอให้แข็งตัวเพื่อจะใช้งานมีมากพอสมควร ด้วยความที่เป็นดินขี้ผึ้ง จึงสามารถใช้เทคนิคและเครื่องมือต่างจากงานปั้นดินทั่วไป ทำให้แกะและเก็บรายละเอียดได้เล็กและคมต่างจากดินประเภทอื่นๆ ดินในกลุ่มนี้ได้แก่ ดิน Castilene ของ Chavant

5. Epoxy Clay
เป็นดินปั้นที่มีเนื้อเป็น พลาสติก ซึ่งจะปั้นได้หลังจากนำส่วนประกอบ A และ B มาผสมให้เข้ากัน เนื้อพลาสติกจะเกิดปฏิกริยาคายความร้อนออกมาก และจะค่อยๆแข็งตัว ซึ่งจะแข็งตัวเร็วช้าจะขึ้นกับสัดส่วนในการผสม และสเปคของสูตรที่ผู้ผลิตออกแบบไว้ ดินชนิดนี้มีประโยชน์มากในการเก็บงานเล็กๆที่มีความละเอียดและบาง เนื่องจากตัว Epoxy มีความแข็งแรงสูงมาก ในการใช้งานอื่นๆ Epoxy ใช้เป็นกาวที่รับแรงดึงได้หลายร้อยกิโลกรัม จึงมีคุณสมบัติที่แข็งแรงอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน แต่คนที่จะใช้ดินชนิดนี้ในการทำงานก็ต้องมีทักษะและความเร็วในระดับหนึ่งที่จะปั้นงานเสร็จก่อนที่ดินจะเซ็ตตัว เพราะพอมันเซ็ตตัวสมบูรณ์แล้วมันแข็งมากแทบจะทำอะไรต่อด้วยเครื่องมือเบาไม่ได้เลย

6. Industrial Clay
เป็นดินที่ใช้ในการขึ้นโมเดลยานพาหนะ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งมักจะมีผิวเป็นโค้งใหญ่ๆต่อเนื่องกันไป ต่างจากงานประติมากรรม หรืองาน Statue/Art Toy ที่เป็นงานที่มีรายละเอียดเล็กๆมากกว่า ดินชนิดนี้เป็นดินที่มีความแข็งในอุณหภูมิห้อง และต้องอบให้นิ่มเพื่อขึ้นโครงสร้างบนแบบโครงโฟมหรือโครงไม้ จากนั้นใช้เครื่องมือขูดปรับแต่งผิวให้ได้รูปทรงที่ต้องการ ดินชนิดนี้มักผสมสูตรมาให้มีความแข็งพอที่จะทำแบบสำหรับพิมพ์ไฟเบอร์ต่อได้ทันที จึงมักใช้กันมาในวงการออกแบบยานยนต์ และชุดแต่งรถยนต์ ดินในกลุ่มนี้ได้แก่ดิน Nendo Clay Plus

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *